2011/Oct/06

“อะ... อ๊า..”

 

สาว น้อยส่งเสียงครางระงมด้วยความสุขสมดังก้องไปทั่วห้องแคบ แสงไฟนีออนดูพร่าเลือนด้วยน้ำตาของหล่อน เล็บยาวสีแดงจิกลงเบาๆบนหลังของชายหนุ่มที่ทาบทับกายบนร่าง สะโพกมนขยับส่ายรุนแรงไปตามจังหวะการรุกเร้า

 

“ระ... เร็วอีกค่ะ...”

 

เสียง หวานแห่งตัณหาเอ่ยวอนขอ ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวด้วยความร้อนพลุ่งพล่านในกาย อากัปกิริยานั้นยิ่งกว่าคำว่าเย้ายวน ทำเอาอารมณ์ฝ่ายตรงข้ามพุ่งสูงขึ้นจนแทบกระเจิดกระเจิง

 

เสียง เอี๊ยดอ๊าดของเตียงที่เกิดจากแรงสั่นไหวของการกระทำถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเสียงหอบครางของหญิงสาว ชายหนุ่มเร่งจังหวะครั้งสุดท้ายก่อนที่จะกระชากนำอารมณ์ของทั้งคู่พุ่งทะยาน ถึงจุดสูงสุด

 

ชาย หนุ่มเกร็งกระตุกครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะล้มตัวลงทาบลงมาอย่างอ่อนล้า ร่างกายของสาวน้อยหอบโยนอย่างเหนื่อยออกจากกิจกรรมที่เพิ่งจบลงไป รอยยิ้มพอใจปรากฏขึ้นบนเรียวปากสวย อุ้งเชิงกรานของหล่อนยังคงตอดรัดเป็นจังหวะอย่างสุขสม

 

ทั้งหมดนั่นเป็นเพียงแค่... การแสดง....

 

 

“สุดยอดมาก ซูซี่ ไว้วันหลังจะมาใช้บริการอีกนะครับ”

 

ลูกค้ากระเป๋าหนักของเธอเอ่ยชม ก่อนจะถอนกายออกไปอย่างช้าๆ...

 

 

 

...

 

 

สาว น้อยเดินอาดๆไปตามถนนปลอดผู้คนในยามใกล้รุ่งสาง สถานบังเทิงริมข้างทางปิดให้บริการแล้วในเวลานี้ ส้นสูงสีแดงลากไปตามทางด้วยความอ่อนล้า ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปยังอพาร์ตเม้นท์โทรมๆในซอกแคบๆของย่านโลกีย์

 

พ่อค้าแม่ขายตื่นกันแล้ว กำลังเตรียมสินค้าเพื่อขายของเริ่มต้นวันใหม่ เสียงส้นสูงสีแดงที่ถูกลากครืดกับพื้นดึงความสนใจจากรอบข้างไม่น้อย ทุกสายตารอบกายจ้องมองเจ้าหล่อนอย่างดูถูกดูแคลน

 

 

โสเภณี... คืออาชีพของหล่อน...

 

..ถูกกฎหมายสำหรับรัฐนี้ หากแต่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอาชีพที่น่ารังเกียจที่สุดสำหรับสตรีในมุมมองของสังคม....

 

 

 

...

 

 

“ขยับเร็วอีกสิ”

 

เสียง คำสั่งระคนเสียงหอบพร่าระคนมาจากชายเจ้าเนื้อสูงอายุเบื้องล่าง โสเภณีสาวรีบเร่งขยับกายตามคำสั่ง ด้วยประสบการณ์ที่หากว่าไม่ทำตาม ไฟอารมณ์ของตาแก่อาจจะมอดลงได้ง่ายๆ

 

“เร็วอีก...”

 

ร่าง อัปลักษณ์นั่นออกคำสั่งที่ไม่สามารถขัดได้อีกครั้ง เจ้าหล่อนเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น พร้อมสวมบทบาทเข้าถึงอารมณ์อย่างเร่าร้อนเป็นที่สุด เก็บงำความรู้สึกขยะแขยงไว้ภายใต้หน้ากากของหญิงร่านได้อย่างแนบเนียน

 

 

ไม่มีลูกค้าคนไหนรู้ว่า... ร่างกายของหล่อนนั้นผ่านผู้ชายมาจนชิน... ทุกครั้งที่ร่วมรัก... มันมีแต่ความเจ็บปวด....

 

ทุกครั้งที่ทำ... ภายในใจหล่อนกำลังร้องไห้...

 

 

โสเภณีอันดับหนึ่ง ที่ใช้ชื่อว่าซูซี่... ชื่อเสียงฉาวกระฉ่อนว่าหล่อนเป็นพวกเสพติดเซ็กส์....

 

 

จะมีใครรู้บ้างไหมว่าหล่อนเกลียดมันเป็นที่สุด...

 

 

หากเลือกได้... หล่อนคงไม่ทำอาชีพนี้...

 

 

 

 

...

 

 

ยามเย็น ณ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่แห่งนี้คือสถานศึกษาอันน่าเคารพ แหล่งรวมแห่งภูมิปัญญาและความรู้

 

แม้จะเลยเวลาคาบสุดท้ายมานานแล้ว เหล่านักศึกษายังคงเดินกันพลุกพล่านในเครื่องแบบสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาชน

 

สาวน้อยนางหนึ่งเดินแอ่นอกด้วยความภาคภูมิใจใน สถาบัน เข็มกลัดตรามหาวิทยาลัยที่ดูเด่นหราราวกับจงใจจะอวดยี่ห้อ เรียวขาคู่สวยก้าวอย่างมุ่งมั่น

 

หล่อนสวยมาก... สวยจนผู้ชายทุกคนที่หล่อนเดินผ่านต้องหยุดมอง

 

หล่อนคือแอน นักศึกษาปีสาม ดาวมหาวิทยาลัยผู้เลื่องชื่อ ทั้งในด้านความงามและผลการเรียนอันดีเด่น

 

 

“แอน...”

 

เสียงเบาๆเอ่ยขึ้นมาจากข้างทางที่หล่อนเดินผ่าน ในบริเวณที่ปลอดผู้คน แอนถอนหายใจเบาๆ กลอกลูกตาคู่สวยขึ้นฟ้าอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะหันมองหญิงเจ้าของเสียงด้วยหางตา...

 

หญิงร่างสโอดสองค์ในแว่นตากันแดด และใส่เสื้อผ้าปกปิดทุกส่วนของร่างกายแท้กระทั่งคอ แม้ว่าจะเป็นฤดูร้อน...

 

“พี่มาทำอะไรอีกล่ะ”

 

คนอ่อนวัยกว่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระชาก หากแต่แผ่วเบา ราวกับกลัวว่าคนอื่นนอกจากโสเภณีตรงหน้าจะได้ยิน

 

“แม่เป็นยังไงบ้าง”

 

ผู้มาเยือนกล่าวถามลอยๆอย่างไม่หวังคำตอบ หล่อนก้าวตรงมาหยุดยืนหน้าสายตาเกรี้ยวกราดของน้องสาวแท้ๆ ที่เชิดมองตนหัวจรดเท้าอย่าบ่งบอกถึงความดูแคลนเป็นที่สุด

 

เมื่อเห็นว่าน้องสาวเงียบ คนเป็นพี่สาวจึงพูดต่อไป

 

“พี่โอนเงินให้แล้วนะ ได้รับรึยัง”

 

คราวนี้นักศึกษาสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกรอบ แล้วเชิดหันกลับมาทางคู่สนทนาพร้อมเอ่ยตอบ

 

“ก็ได้ทุกครั้งนั่นแหละ พี่ไม่ต้องมาเช็คก็ได้นี่ ถ้าเพื่อนหนูรู้ว่าพี่หนูเป็นกระหรี่ หนูอายเค้า”

 

ว่าจบ ขาเรียวยาวก็รีบก้าวหนีราวกับรังเกียจ มุ่งตรงไปยังกลุ่มเพื่อนของหล่อน พร้อมตะโกนเอ่ยทักเพื่อนฝูงด้วยใบหน้าเบิกบานเปื้อนยิ้ม ทิ้งคนเป็นพี่สาวให้เฝ้ามองอากัปกริยานั้นผ่านแว่นกรองแสง ที่ไม่สามารถกรองความรู้สึกบาดลึกหัวใจได้เลยซักนิด

 

แอน... น้องสาวที่เธอส่งเรียนตั้งแต่ ม.ต้น ถึงมหาวิทยาลัย... ตั้งแต่พ่อของเธอจากไปอย่างไม่มีวันกลับ.... หนึ่งในสาเหตุที่เธอหยุดทำอาชีพนี้ไม่ได้....

 

น้องสาวสุดที่รัก ที่เธอคิดจะอุปถัมภ์จนกว่าจะสำเร็จการศึกษา ด้วยหวังว่าหล่อนจะมีชีวิตที่ไม่ลำบาก มีงานการที่น่าเชื่อถือ ไม่ต้องทำงานน่ารังเกียจเหมือนตน

 

 

น้องสาวที่รังเกียจเธอ รังเกียจถึงที่สุด รังเกียจพี่สาวคนนี้...

 

 

 

แต่ทว่าไม่เคยรังเกียจเงินของเธอเลย...

 

 

 

...

 

 

“อื้อ... อื้อ....”

 

ค่ำ คืนนี้โสเภณีสาวได้แต่ส่งเสียงอู้อี้ออกจากลำคอ ไม่สามารถเปล่งออกมาเป็นคำพูดได้ ด้วยเรียวปากสวยของหล่อนโดนลูกค้ามัดผ้ารัดไว้ไม่ให้พูด...

 

ไม่เพียงเท่านั้น ดวงตาคู่สวย สองมือเรียวและสองเท้า... ล้วนถูกพันธนาการ....

 

“เผียะ”

 

เสียง แส้ในมือลูกค้าฟาดลงกระทบอกขาวอิ่ม ความรู้สึกเจ็บแปลบเล่นจากปากแผลไปทั่วร่าง พรุ่งนี้หล่อนคงต้องใส่เสื้อแขนยาวปกปิดรอยแส้พวกนี้อีกแล้วล่ะสิ

 

ร่าง กายของหล่อนเจ็บชนชิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้สึกเจ็บ ทุกครั้งที่แส้ฟาดกระทบเนื้อเนียน หรือน้ำตาเทียนหยดลงบนผิวขาวๆ มันก็เจ็บแปลบจนแทบทนไม่ได้ทุกครั้ง...

 

 

แต่แน่นอน... ว่าหล่อนก็ยังคงแสดงบทบาทของตนได้ถึงอารมณ์อย่างที่สุด...

 

 

ร่างสวยบิดเร่า ส่งเสียงครางรับความเจ็บปวดนั่น สวมบทบาทอารมณ์ร่วมไปกับรสนิยมลูกค้าได้อย่างไม่มีที่ติ...

 

 

...ไม่ว่าผู้ชายคนไหนก็ตาม ไม่ว่าจะมีการมีงานอะไร ฐานะร่ำรวยแค่ไหน ฐานะทางสังคมยิ่งใหญ่เท่าไหร่... ไม่ว่าจะขึ้นชื่อว่ามีศีลธรรมดีงามขนาดไหน...

 

 

...เมื่ออยู่ต่อหน้าหล่อนบนเตียง ทุกคนก็แค่ปีศาจบ้าตัณหาเหมือนกันหมด...

 

 

 

....

 

 

“แม่จ๋า กินข้าวเยอะๆ จะได้หายเร็วๆนะ”

 

สาวน้อยในชุดนักศึกษานั่งลงข้างๆเตียงแม่ในห้อง พยุงร่างหญิงชราขึ้นช้าๆแล้วจึงป้อนข้าวต้มให้

 

“อร่อยมั๊ยจ๊ะแม่ แอนทำสุดฝีมือเลยนะคะ”

 

เสียงเจื้อยแจ้วของลูกสาวทำให้แม่ใจชื้นขึ้น สีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังเปี่ยมด้วยความเศร้า ยายแก่หลุบสายตาลง มองดูร่างกายอันอ่อนแอของตัวเอง ด้วยสายตาที่ราวกับจะร้องไห้

 

“เมื่อกี้หมอบอกว่าแม่แข็งแรงขึ้นเยอะแล้ว แม่อยู่กับแอนไปอีกนานๆนะจ๊ะ”

 

แม้ลูกสาวคนโปรดจะว่าอย่างไร ก็ไม่ทำให้คนเป็นแม่รู้สึกดีขึ้นมาได้ ด้วยรู้อยู่แก่ใจว่าโรคเนื้อร้ายของตนมันลามไปทั่วร่างจนเกินเยียวยา

 

หล่อนคงเป็นเพียงยายแก่ไร้ค่า ที่ได้แต่เป็นภาระให้ลูกสาว ที่ไม่รู้ต้องไปดั้นด้นหาเงินค่ายาอันแพงแสนแพงมาจากไหน ทั้งๆที่ยังเรียนอยู่แท้ๆ

 

สายตาเศร้าสร้อยมองไปยังลูกสาวคนเล็กข้างเตียง ผ่ามือยกขึ้นลูบหัวทุยสวยด้วยความเอ็นดู

 

“เทอมนี้หนูก็ได้เกรด 4.00 อีกแล้วนะคะแม่ หนูจะตั้งใจเรียนนะ หนูจะทำให้แม่ภูมิใจ ไม่ว่าลำบากขนาดไหน หนูจะทำเพื่อแม่นะคะ”

 

คำพูดช่างอ้อนของลูกสาวคนโปรดเรียกรอยยิ้มจางๆ จากหญิงชรา ลูกคนนี้ช่างทำให้หล่อนภูมิใจจริงๆ แม้ลูกสาวคนโตมันจะไม่รักดี ไปทำอาชีพเป็นผู้หญิงอย่างว่าจนหล่อนตัดแม่ตัดลูก ยังดีที่มีลูกสาวคนเล็กคนนี้อยู่...

 

 

ลูกคนนี้คือเหตุผลเดียวที่หล่อนยังอยากมีชีวิตอยู่ เพื่ออยู่ดูความสำเร็จของเธอ 

 

 

... แอน... ลูกสาวคนเดียวของแม่....

 

 

 

...

 

 

สายตาเศร้าสร้อยของหญิงโสเภณีลอบมองผ่านซี่มู่ลี่ที่หน้าต่าง มองหญิงสองคนซึ่งเป็นเหตุผลการมีชีวิตอยู่ของหล่อน...

 

 

มารดาที่เอ่ยตัดแม่ตัดลูก และน้องสาวที่ไม่ยอมรับตนเป็นพี่...

 

 

แม้จะโดนปฏิเสธอย่างไร... หญิงสองคนนี้คือคนที่หล่อนรักเป็นที่สุด...

 

 

หมอเพิ่งกลับไปเมื่อครู่ เมร็งของแม่ลามจนถึงระยะสุดท้ายแล้ว คงอยู่ไม่ทันดูความสำเร็จทางการศึกษาของแอน...

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม เธอก็อยากให้แม่มีช่วงชีวิตสุดท้ายที่มีความสุข กับลูกสาวคนโปรดของแม่...

 

 

แม่ต้องไม่รู้ว่าเงินค่ารักษาทั้งหมดนั้นมาจากไหน ไม่เช่นนั้นแม่คงไม่ยอมรับ “เงินสกปรก” พวกนี้...

 

แม่ต้องไม่ได้ยินได้ข่าวใดๆทั้งสิ้นจากลูกสาวคนโต เพราะลูกไม่รักดีคนนี้มีแต่จะทำให้แม่เสียกำลังใจ และโรคร้ายจะทรุดลงไปอีก...

 

แม่ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าลูกสาวคนนี้เป็นห่วงแม่ และทำเพื่อแม่เท่าไหร่ เพราะข้างๆแม่นั้น... มีแค่ลูกสาวคนโปรดของแม่ก็เพียงพอ...

 

 

เธอ... มีชีวิตอยู่ในความเน่าเฟะ... เพื่อความสุขของหญิงทั้งสองคน...

 

 

ไม่ว่าลำบากขนาดไหน... เธอก็จะทำเพื่อแม่.... และแอน...

 

 

เหนือศักดิ์ศรีที่ถูกกำหนดด้วยค่านิยมของสังคม... มันคือความรักที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใด....

 

 

 

 

...หากใครถามว่าหล่อนชอบอาชีพของหล่อนมั๊ย... หล่อนตอบได้คำเดียวว่า “เกลียดที่สุด”....

 

...แต่หากใครถามหล่อนว่าหล่อนคิดยังไงกับอาชีพนี้... หล่อนจะตอบอย่างไม่ลังเลว่า หล่อน “ภูมิใจ”....

 

ใครจะมองยังไงก็ช่างประไร หล่อนทำอาชีพสุจริต แม้จะผิดจารีตสังคม แม้จะถูกประณามหยามเหยียด แม้ใครต่อใครจะมองว่าหล่อนเป็นคนยังไง... มันไม่สำคัญเลย เมื่อเทียบกับภาพรอยยิ้มของหญิงทั้งสองตรงหน้า...

 

 

ร่างสวยหันหลังกลับ เดินย่องออกจากบริเวณบ้านเงียบๆ... มุ่งตรงไปยังย่านสถานโลกีย์... เพื่อรับแขกของหล่อนอีกครั้ง.... ด้วยร่างกายที่แปดเปื้อน...

 

 

...หากแต่หัวใจนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่ใครจะคาดคิด....

 

 

 

 

....อุทิศแต่ทุกอาชีพสุจริต.... ที่ไม่ได้สร้างความเดือนร้อน หากแต่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม....

 

 

 

 

 

ป.ล. ชื่อเรื่องไม่ได้หมายถึงฟุโจชิน่อ (ฮา) และฉากในเรื่องเป็นประเทศสมมติ กฏหมายสมมติ ตัวละครทุกตัวก็เป็นตัวละครสมมติไม่เกี่ยวกับบุคคลจริงทั้งสิ้น

ป.ล.ล. เนื่องด้วยเรื่องมันเรท อาจจะลบเอนทรี่นี้เมื่อไหร่ก็ได้นะ... (ตรงเรทมากถมดำไว้นะ) แต่ไม่ได้ขายฉากเรทนะคะ

ป.ล.ล.ล. แต่งตั้งแต่ตอนข่าวน้องจ๊ะดัง ดองไว้นานเพิ่งเสร็จ กระแสดับไปแล้วกำเวร...

 

2011/Sep/05

“พี่ฟ่งคะ โตขึ้น รินจะเป็นตำรวจหญิงค่ะ”

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงวัยห้าขวบเศษดังขึ้นอีกครั้งเมื่อฟ่งเดินจูงมือหล่อนผ่านโรงพักประจำเขต เจ้าตัวน้อยจ้องแป๋วลอดหน้าต่างโรงพักไปยังตำรวจหญิงหน้าตาสะสวยซึ่งดูเหมือนกำลังรับแจ้งคดีความจากคุณลุงร่างท้วมคนหนึ่งอยู่ ซึ่งฟ่งเองก็ไม่ได้สังเกตุ จนรู้สึกได้ถึงแรงดึงเล็กๆจากมือแม่หนูดึงมือเขาไว้พลางจ้องคุณตำรวจอย่างสนอกสนใจ

“ไหนว่าเมื่อกี้น้องรินบอกอยากเป็นผู้ว่าฯ ก.ท.ม. ไงครับ”

ฟ่งถามอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่หนูรินกลับทำท่าครุ่นคิดหนัก เธอเพิ่งจะพูดว่าอยากเป็นผู้ว่าฯ ก.ท.ม. เพราะมองเห็นป้ายหาเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯหญิงสุดสวยระหว่างทางเมื่อห้านาทีที่แล้ว แต่ตอนนี้เธออยากเป็นตำรวจหญิง เพราะมันฟังดูแล้วเท่กว่า

“รินรู้แล้วค่ะพี่ฟ่ง รินจะเป็นหัวหน้าห้องของตำรวจไงคะ”

ด้วยความอ่อนเดียงสา รินเข้าใจว่าในโรงพักมีลักษณะเป็นห้องเรียนเหมือนในโรงเรียน แล้วตำรวจหญิงที่ง่วงรับแจ้งความอยู่นั้นคงกำลังทำการบ้าน ซึ่งฟ่งก็ขี้เกียจที่จะไปแย้งอะไรแม่หนูน้อย ได้แต่ถอนหายใจเดินจ้ำอ้าวไล่ตามรินซึ่งวิ่งนำหน้าไปอย่างลิงโลด พลางตะโกน “รินจะเป็นหัวหน้าห้องตำรวจ”

งานรับจ้างเลี้ยงเด็กไม่ใช่งานถนัดเลยสำหรับเด็กหนุ่มวัยสิบสามอย่างฟ่ง แต่เขาก็ต้องจำใจรับงานนี้เพราะไม่มีทางเลือก ขณะนี้ฟ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นม.สอง และอาศัยอยู่กับอาม่าอายุแปดสิบกว่า ที่สุขภาพก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ พ่อแม่ของฟ่งได้จากไปตั้งแต่ฟ่งอายุได้เก้าขวบ เนื่องจากพ่อทนสภาพหนี้สินไม่ไหว จึงเกิดอาการคลุ้มคลั่ง หยิบน้ำยาขัดห้องน้ำบังคับกรอกปากลูกเมียตัวเอง ก่อนจะใช้หยิบปืนพกเป่าสมองตัวเองตาม นับเป็นโชคดีของฟ่งที่เพื่อนบ้านช่วยนำฟ่งส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา ฟ่งจึงมีชีวิตรอดมาได้ แต่แม่ไม่โชคดีเหมือนอย่างฟ่ง

หลังจากนั้น ฟ่งก็ถูกส่งไปอาม่าทางฝ่ายแม่ซึ่งเป็นญาติคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ อาม่าของฟ่งหาเลี้ยงชีพด้วยการดูหมอ ซึ่งแรกๆก็พอมีรายได้พอจะเลี้ยงฟ่งได้ แต่หลังๆมานี่อาม่าสุขภาพแย่ลงทุกที ดูหมอได้วันละไม่กี่ครั้งก็ปวดหัวต้องนอนพัก ฟ่งจึงต้องใช้เวลาทั้งหมดนอกจากเวลาที่โรงเรียนทำงานรับจ้างทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เงินค่าจ้างที่ได้ก็ไม่มากเพราะฟ่งยังเด็กเกินกว่าจะจ้างตามกฏหมาย โชคดีที่คุณป้าบังอรคุณแม่ของน้องริน หนึ่งในลูกค้าประจำของอาม่า เกิดสงสารฟ่งขึ้นมา จึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยจ้างฟ่งเป็นพี่เลี้ยงน้องรินในเวลาที่นอกเหนือจากเวลาเรียน โดยจ่ายค่าแรงให้เพียงพอที่จะทำให้ฟ่งและอาม่าอยู่ได้โดยฟ่งไม่ต้องรับจ้างทำงานอื่น

“พี่ฟ่งคะ รินเปลี่ยนใจแล้วค่ะ” รินที่ร่าเริงได้ไม่ทันถึงนาที จู่ๆก็หยุดวิ่ง และเริ่มทำท่าครุ่นคิดอีกครั้ง “รินว่า รินเป็นเจ้าหญิงดีกว่า เป็นเจ้าหญิงแบบในเรื่องเจ้าหญิงนิทราไงคะ ซักวันจะได้มีเจ้าชายขี่ม้าขาวมารับริน” พูดจบสาวน้อยก็ยิ้มยิงฟันกว้างให้เด็กหนุ่ม

“น้องรินจะแน่ใจได้ไงล่ะครับ ว่าจะมีเจ้าชายมารับ” ฟ่งยิ้มถามอย่างเอ็นดูในความไร้เดียสาของสาวน้อย “ถ้าเจ้าชายไม่มาน้องรินไม่ต้องหลับรอตลอดไปเหรอครับ”

“ต้องมาสิคะ รินเชื่อว่าเจ้าชายต้องมา” รินทำหน้ามุ่ยขัดอกขัดใจเถียงพี่เลี้ยงของเจ้าหล่อน “ซักวันต้องมีเจ้าชายมาช่วยแน่ ไม่มีใครควรถูกปล่อยให้หลับตลอดไปหรอกค่ะ เจ้าชายต้องมาแน่ๆ”

ฟ่งหัวเราะเบาๆในลำคออย่างเอ็นดู มือผอมและซีดเซียวลูบหัวแม่หนูน้อยเบาๆ เขานึกถึงวันเวลาที่เขาเคยมีความฝันเช่นเด็กคนนี้ แต่บางครั้ง ชีวิตจริงก็ช่างห่างไกลจากความฝันนัก

“ครับ มาก็มา แต่เจ้าหญิงน้อยของพี่ แต่ก่อนอื่นเจ้าหญิงต้องกลับบ้านไปอาบน้ำอาบท่าทำการบ้านก่อนนะครับ เจ้าหญิงที่เป็นเด็กไม่ดีน่ะ เจ้าชายไม่มารับหรอกนะ”

คำขู่ได้ผลจนฟ่งกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ เจ้าหญิงน้อยเบิ่งตาโตเท่าไข่ห่าน สีหน้าเลิ่กลักบ่งบอกความตกใจสุดขีด “ไม่เอานะ รินไม่ยอมด้วยหรอก รินจะเป็นเด็กดีค่ะพี่ฟ่ง รินจะเชื่อฟังพี่ฟ่งกับคุณแม่ทุกอย่างเลย”

ฟ่งส่งยิ้มกว้างให้ริน ลูบผมสาวน้อยอีกครั้งก่อนจะจะไขกุญแจเปิดประตูรั้วให้คุณหนูตัวน้อยก้าวเข้าไปก่อน

“ถ้างั้น ก็ไปอาบน้ำกันนะครับน้องริน วันนี้น้องรินเป็นเด็กดี เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จพี่จะทำคั้นน้ำส้มคั้นของโปรดให้ทานพร้อมข้าวเย็นนะ”

“เย้ พี่ฟ่งใจดีที่สุดเลย” สาวน้อยกู่ร้องด้วยความดีใจ เท่าเล็กๆออกวิ่งอีกครั้งตรงไปยังตัวบ้าน ดูเหมือนตอนนี้เธอจะสนใจน้ำส้มคั้นของพี่ฟ่งจนลืมเจ้าชายม้าขาวไปเสียแล้ว

ฟ่งเร่งฝีเท้าตามมาไขเปิดประตูบ้าน ทันทีที่ประตูเปิดออกสาวน้อยวิ่งแจ้นเข้าบ้านอย่างน่าเอ็นดู ฟ่งรักรินมากเหมือนเป็นน้องสาวแท้ๆของเขา แม้แม่หนูจะทำให้เขาปวดหัวบ้างก็ตาม แต่รินก็เป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย บางครั้งฟ่งก็อิจฉาครอบครัวของริน แต่เขาก็โตพอที่จะเข้าใจชีวิต

เด็กชายถอดรองเท้านักเรียนที่เต็มไปปด้วยรอยประของเขาเก็บเข้าที่ก่อน แล้วจึงหยิบรองเท้าของแม่สาวน้อยที่ถอดวางระเกะระกะไว้ขึ้นมาเก็บตามอย่างเป็นระเบียบ เย็นนี้ เขาต้องอาบน้ำให้ริน ดูแลให้กินข้าว ทำการบ้านให้เรียบร้อย รอคุณป้าบังอรกลับมาแล้วเขาจึงจะกลับบ้านไปได้ พรุ่งนี้เช้าค่อยแวะมารับรินไปโรงเรียนพร้อมกัน เป็นงานที่ไม่ยากอะไรเลยเมื่อเทียบกับค่าจ้างที่ได้ ต้องขอบพระคุณคุณป้าบังอรจริงๆ ที่ช่วยเหลือฟ่งและอาม่าถึงเพียงนี้ แต่ฟ่งก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะโชคดีแบบนี้ไปได้ถึงเมื่อไหร่

“พี่ฟ่ง เร็วๆค่ะ รินอยู่ในห้องน้ำแล้ว”

แม่สาวน้อยตะโกนเรียกพี่เลี้ยงด้วยความใจร้อนอยากกินน้ำส้ม นั่นก็ต้องทำให้ฟ่งรีบเดินขึ้นบันไดไปทำหน้าที่ตามระเบียบ เขาอยากให้ชีวิตเขาราบเรียบแบบนี้ไปอีกนานๆจริงๆ

2011/May/02

ความเป็นผู้ใหญ่คืออะไร
 
คือความหนักแน่น จริงจัง งั้นเหรอ

หรือคือความที่มีหลักแหล่งมั่นคง ทั้งด้านชีวิต และความคิด
 
หรือความโอนอ่อน การปรับตัว ให้กับสถานการณ์ต่างๆ และความเปลี่ยนแปลง
 
หรือความสามารถในการปล่อยวาง ปล่อยวางอะไรหลายๆอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ความเป็นผู้ใหญ่คืออะไรกันแน่...
 
ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่

แน่นอนผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเด็กอมมือที่ไม่รู้ประสีประสา เพียงแต่ยังไม่คิดว่าวัยวุฒิของตัวเองเพอร์เฟคพอที่จะกล่าวอย่างไม่แคร์ใครว่า ชั้นนี่แหละโตแล้ว
 
ถ้าเอาจริงๆ ผมคิดว่าความคิดแบบนั้นน่ะ มันเป็นการกระทำแบบเด็กๆด้วยซ้ำ เด็กที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่
 
เพราะตัวเรายังไม่เป็นผู้ใหญ่ จึงน้อมรับคำติชมจากผู้อื่นเสมอ
 
เพราะตัวเรายังเด็ก ทิฐิยังน้อย จึงยังมีโอกาสพัฒนาต่อไปเรื่อยๆไม่ใช่เหรอ
 
 
แต่ก็มีหลายครั้ง ที่ผมมองการกระทำของคนอื่น และคิดว่า "ยังเด็ก" (ทางวุฒิภาวะ)
 
มาวันนี้ เมื่อสิ่งนั้นคืนกลับมาหาผม ในเวลาที่ใครบางคนมองผมว่ายังเด็ก...
 
และใครคนนั้น ผมก็ไม่ได้มองเค้าว่าเป็นผู้ใหญ่นัก...
 
ผมจึงกลับมาคิดเรื่องนี้ในคืนนี้

บางที การที่เราคิดอย่างอวดเบ่ง ว่าคนโน้นคนนี้เป็นเด็ก มันก็คือการกระทำของเด็กๆเหมือนกัน
 
คำว่า "ผู้ใหญ่" ไม่มีคำนิยามตายตัว ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ว่าจะให้ความหมายมันว่าอย่างไร
 
ดังนั้น เราจึงเปิดใจกว้าง ยอมรับคำว่า "ผู้ใหญ่" ของคนอื่น นั่นก็คือ ยอมรับว่าเป้าหมายกันพัฒนาทางอารมณ์ ของแต่ละคน มันไม่เหมือนกัน
 
เพราะเด็กทุกคน ย่อมอยากที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ต่างกัน ไม่ใช่เหรอ
 
 
ถ้าถามผม ว่านิยามความเป็นผู้ใหญ่สำหรับผม คืออะไร
 
ผมก็ไม่แน่ใจนักหรอกครับ แต่ในตอนนี้ ผมคิดว่า มันคือ "การยอมรับ" ล่ะ
 
ยอมรับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา ยอมรับทุกความคิดที่แตกต่าง ยอมรับที่จะโอนอ่อนในบางเวลาหากทำให้ผลมันออกมาดีกว่า ยอมรับสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยน ยอมรับชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ยอมรับว่าบางเวลาเราก็อ่อนแอ ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้ดีเด่นอะไรกว่าเพื่อนมนุษย์คนอื่นเลย
 
แต่ในการยอมรับนั้นเอง ก็ยังคงความเป็นตัวของตัวเอง และก้าวไปตามแบบของตัวเองในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่น แม้ว่าอาจจะต้องขัดแย้งกับใครหลายคน ด้วยความที่ยอมรับได้ว่า เราไม่สามารถบังคับใครให้คิดเหมือนเราได้
 
และผมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในแบบของผมครับ ^ ^

edit @ 7 Oct 2011 00:09:38 by Garnet