2009/Apr/18

เรื่องที่แต่งนานแล้ว เอามาเก็บไว้กลัวหาย

 

เด็กชายคนหนึ่งเกิดมาในหมู่บ้านเชิงเขา ทุกวันตั้งแต่เด็ก เขาได้แต่มองขึ้นไปบนภูเขาสูง มันช่างสูงเหลือเกิน สูงจนไม่เห็นยอดเขา นี่ภูเขาลูกนี้มันจะสูงไปถึงไหนกันนะ มันจะดีแค่ไหนนะ ถ้าได้ไปยืนอยู่บนยอดตรงนั้น

"ตัดใจซะเถอะ เธอไม่มีทางปีนขึ้นไปได้หรอก" ทุกคนบอกเขาแบบนี้ ก็คงจะจริง เท่าที่เขารู้มา ยังไม่เคยมีใครปีนขึ้นไปได้ อย่าว่าแต่ถึงยอดเลย ครึ่งทางก็ยังไม่เคยมี

แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่มีสิ่งใดจะดับไฟภายในใจของเด็กชายคนนี้ลงไปได้ เขาฝึกร่างกายตนเองทุกวันให้แข็งแรง แข็งแรงพอที่จะฝ่าฟันเพื่อพิชิตความฝันของเขาให้ได้

และแล้ววันนี้ก็ มาถึง วันแรก ที่เขาจะเริ่มตะเกียกตะกายสู่ฝัน เด็กหนุ่มอายุสิบห้ายื่นผงาดท้าทายภูเขาใหญ่เบื้อหน้า วันนี้แหละ ที่ทุกอย่างจะเริ่มต้น

"อย่าเลย เดี๋ยวก็ตายหรอก" ทุกคนบอกกับเขาแบบนี้ แต่แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดจะทำให้ไฟแห่งความทะเยอทะยานของเขามอดดับลงได้

มือของเด็กหนุ่มเริ่มปีน ตะเกียกตะกายขึ้นไปเรื่อยๆ ปีน ปีน และปีน

ช่างสูงจริงๆ อย่างกับต้องปีนไปตลอดชีวิตอย่างนั้นแหละ ยิ่งสูง ยิ่งหนาว ร่างกายยิ่งล้า แต่ใจของเด็กหนุ่มไม่เคยล้าไปด้วยเลย

ปีน

ปีน

และปีนต่อไป

จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่เด็กหนุ่มแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง....

ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้อหน้าเขาคือ....


หมู่บ้าน.....


นี่มันอะไรกันเนี่ย เขางง สับสนไปหมดแล้ว...

"อ้าว เจ้าหนู มาใหม่ล่ะสิ ยังอายุน้อยอยู่เลยเนี่ย เอ้าๆ ไม่ต้องเสียใจ ทุกคนที่นี่พอมาถึงแรกๆก็ผิดหวังกันทั้งนั้นแหละ"

นี่ อะไรกัน ภูเขาที่เขาคิดว่าไม่เคยมีใครพิชิตได้ กลับมีคนที่พิชิตก่อนหน้าเขาเยอะขนาดนี้เชียวเหรอ

" ไอ้หนู ถ้าจะให้เจ๋งจริง ต้องเขาลูกโน่น" คุณลุงคนนั้นชี้ให้เด็กหนุ่มดูภูเขาสูง ที่ไกลลิบจนไม่เห็นยอด "นั่นสิหนูถึงจะเรียกว่าของแท้ พวกเราที่ว่าเซียนๆยังไม่เคยมีใครไปได้ถึงครึ่งเล้ย"

ดวงไฟแห่งความทะเยอทะยานของเด็กหนุ่มที่มีท่าทีจะมอดลงเมื่อครู่ กลับลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

เขาฝึกร่างกายทุกวัน ทุกวัน ให้ชินกับความเหน็บหนาว และความกดอากาศต่ำ มันยาก กว่าภูเขาลูกแรกไม่รู้กี่เท่า

และแล้ว ชายหนุ่มอายุยี่สิบสอง ก็ยื่นตระหง่านอยู่หน้าภูเขาสูงใหญ่อีกครั้ง

"อย่าเลยพ่อหนุ่ม เดี๋ยวก็ตายหรอก มันไม่หมูๆแบบที่เคยปีนมาหรอกนะ มันทั้งหนาว ทั้งความกดอากาศต่ำ" ทุกคนบอกกับเขาแบบนี้

แต่แน่นอนว่า ไม่มีใครจะทำให้ความแน่วแน่ของเขาเปลี่ยนแปลงไปได้

เขาปีน

ปีน

และปีน

ร่างกายที่ล้า และเหน็บหนาว เกือบทำให้เขาเปลี่ยนใจหลายครา แต่ไฟในใจที่ลุกโชนนั่น คือแรงผลักดันให้เขาปีนต่อไป

ปีน

ปีน

และปีนต่อไป

จนในที่สุด วันนี้ก็มาถึง ภาพที่ปรากฏต่อหน้าชายหนุ่มคนนี้ก็คือ....




หมู่บ้าน....


อะไรกัน อีกแล้วเหรอเนี่ย......




"เฮ่ย พวก ให้แน่น่ะ มันต้องลูกโน้น"




ชายหนุ่มเริ่มฝึกร่างกายอีกครั้ง คราวนี้มันยากกว่าที่ผ่านๆมาเป็นหลายร้อยเท่าเชียวล่ะ

และแล้ว ชายหนุ่มวัยสามสิบ ก็ยื่นตระหง่านต่อหน้าภูเขาใหญ่อีกครั้ง......


.

.

.



"โยม เหตุใดโยมจึงยังปีนอยู่อีกเล่า"

สมณะรูปหนึ่งกล่าวถาม หลังจากที่ชายหนุ่มวัยหกสิบปีนถึงยอดเขาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้

" เหตุใด โยมถึงดิ้นรนต่อไปเล่า โยมเจ็บ โยมผิดหวังมาตั้งกี่ครั้งแล้ว โยมพยายามต่อไปเพื่ออะไร โยมไม่เห็นเหรอว่า ดิ้นรนต่อไปมันก็มีแต่ทุกข์ ทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่โยมพยายามโหยหาน่ะ มันไม่เที่ยงแท้ ไม่มีตัวตนที่แท้จริงหรอก"

นักปีนเขาหยุด ฟัง และคิด ตามสมณะรูปนั้น

"หยุดเถอะโยม หยุดดิ้นรน และหันมาหาความสงบ ความสุขที่แท้"

นักปีนเขาคิด ตามสมณะรูปนั้น นี่เขาพยายามมาทั้งหมดนี่เพื่ออะไร และจะพยายามต่อไปเพื่ออะไรกัน

นักปีนเขาคิด และเงียบไปซักพัก


จนในที่สุด......



เขายิ้ม .....



และเดินไปยืนตระหง่านหน้าภูเขาสูงเบื้องหน้าอีกครั้ง......






"พระคุณเจ้าครับ ที่ผมปีนเขา เพราะการปีนเขา คือความสุขของผมครับ"








แล้วคุณล่ะครับ ปีนเขาเพื่ออะไร?........






.............................................................................................................................................

การปีนเขา หมายถึงการตามฝันครับ ความสุขที่แท้จริงของนักล่าฝัน ไม่ใช่การไปถึงฝันหรอกครับ แต่เป็นการล่าฝันต่างหาก

คิดดูสิครับ วินาทีเดียวที่คุณประสบความสำเร็จ คุณจะมีความสุขรึเปล่า ถ้าปราศจากหลายร้อยชั่วโมงที่คุณล้ม และเจ็บมาก่อน

ผมไม่ทราบหรอกนะครับ ว่าพระสมณะที่ถึงนิพพาน กับคนที่ดำเนินชีวิตปกติ ใครจะมีความสุขมากกว่ากัน...... 

 

การที่ปีนไปถึงยอด แล้วเจอหมู่บ้าน

หมายถึง เมื่อเราถึงความฝัน เราจะรู้ว่า ตำแหน่งที่เราอยู่ปัจจุบัน ไม่ได้เลิศเลออะไรนัก

เช่น หวังว่าจะเข้าสายวิทย์ พอเข้าสายวิทย์ได้ ก็จะรู้ว่าทั้งประเทศมีเด็กสายวิทย์เยอะบานตะไท ตนเองอาจจะดูเลิศหรูในสายตาคนทั่วไป(คนที่อยู่ตีนเขา) แต่ตัวเองที่อยู่ในสังคมเด็กสายวิทย์ด้วยกัน ย่อมรู้ตัวเองว่า เราไม่ได้ดีเลิศวิเศษวิโสอะไรเท่าไรนัก

หลังจากมีความคิดเช่นนี้ ก็จะเริ่มมองเห็นเขาลูกใหม่ ที่อยู่บนเขาลูกเดิม คือ เข้าคณะแพทย์ เป็นความฝันใหม่ที่ตั้งอยู่บนฐานของความฝันเดิม

edit @ 18 Apr 2009 03:43:13 by Garnet

Comment

Comment:

Tweet


คุ้นๆนะopen-mounthed smile
#4 by Akara_gat At 2009-04-18 10:28,
...เน็ตเน่า คอมเมนต์ไม่ครบอีกแล้ว
เราแค่จะบอกว่าเราเป็นพวกที่ลืมสน%
#3 by Violet Sapphire Lucifer At 2009-04-18 06:45,
อืม...
เราเป็นหนึ่งในพวกที่มองแต่ยอดเขา...โดยที่ลืมมองว่าก่อนจะถึงยอด
#2 by Violet Sapphire Lucifer At 2009-04-18 06:40,
การปีนเขามันก็ไม่ใช่ความสุขของใครทุกคนหรอกครับ

ผมอาจจะคิดเหมือนกับพระคุณเจ้าครับ

แต่มันก็แล้วแต่คนนะ

#1 by Clepsydra:: At 2009-04-18 06:02,