2011/Mar/13



รู้มั๊ย ในกลุ่มเพื่อนใดๆก็ตาม มักจะมีการแบ่งกลุ่มย่อยภายในเสมอ

ในกลุ่มสี่คน มักจะแบ่งออกเป็นสองคู่ ที่จะสนิทกันมากกว่าสมาชิกอื่นๆในกลุ่ม

สังเกตดูสิ เวลาเดินผ่านทางแคบเกินกว่าจะเดินเป็นหน้ากระดานได้ พวกเขาจะต้องแบ่งกันเดินเป็นคู่ๆจริงไหม

และถ้าหากว่าเป็นกลุ่มสามคนล่ะก็ จะมีหนึ่งคน ที่ถูกทิ้งให้เดินคนเดียว...

นี่คือเรื่องราวของเด็กหญิงคนนั้น...


เด็กหญิงปุยฝ้าย อายุสิบหกปี กับอีกสามเดือน ม. ห้าทับห้า โรงเรียนสตรีจันทราทิพย์

รูปร่างหน้าตาธรรมดา ทรงผมเปียคู่ หน้าม้ายาวปรกหน้า ส่วนสูงมาตรฐาน ความสามารถด้านกีฬาไม่โดดเด่น ไม่ทำกิจกรรมชมรม

หล่อนเป็นเด็กหญิงอายุสิบหกที่ธรรมดาที่สุด

วันนี้เป็นวันเปิดเรียนวันแรก เพื่อนๆที่ไม่ได้เจอหน้ากันสองเดือนต่างมีเรื่องมากมายมาเล่าสู่กันฟัง หลายๆคนเอาของฝากจากที่ไปเที่ยวมามาแจกเพื่อนๆ

ปุยฝ้ายได้แต่ยืนฟังเพื่อนๆเล่า เธอไม่ได้ไปไหน ไม่มีเรื่องเล่าใดๆ

เธอเป็นคนที่ธรรมดาที่สุด หน้าตาก็ธรรมดา ผลการเรียนก็ธรรมดา ฐานะทางครอบครัวก็ธรรมดา

เธอเป็นคนที่ถูกมองข้ามได้ง่ายที่สุด ไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นเลยซักนิด และเธอเองก็ไม่อยากจะเด่นด้วย

"สวัสดีฝ้าย นี่ของฝากจากเกาหลี"

น้อยหน่าทักเธอ พร้อมกับยื่นพวงกุญแจรูปตุ๊กตาใส่ชุดประหลาดให้

"น่าเสียใจจริงๆที่เธอไม่ได้ไปกับพวกเรา"

แอนพูดพลางเข้ามาโอบไหล่เธอ และยิ้มให้เหมือนเช่นทุกที

น้อยหน่ากับแอนเป็นญาติห่างๆกัน สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก และเป็นเพื่อนสองคนที่ปุยฝ้ายสนิทที่สุด พวกหล่อนเข้ามาทักทายเธอตอนประฐมนิเทศปีที่แล้ว คงเพราะเห็นว่าไม่มีใครคุยด้วย

ปุยฝ้ายยอมรับ ว่าเธออิจฉาน้อยหน้ากับแอน เพราะสองสาวนั้นเพียบพร้อมไปซะทุกด้าน ทั้งหน้าตาน่ารัก ฐานะทางบ้านดี ผลการเรียนอยู่ในระดับต้นๆของชั้น ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นดาวในหมู่เพื่อนๆไปโดยปริยาย

สองสาวแจกพวงกุญแจให้เพื่อนๆที่มารุมล้อมถามถึงเรื่องที่ไปเที่ยวมา

ส่วนปุยฝ้ายนั้น ก็เพียงแค่ยืนฟังทั้งคู่เล่าเรื่องราวอย่างสนุกสนาน เหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา

ปุยฝ้ายเป็นเพียงบุคคลที่ธรรมดาที่สุด ถูกมองข้ามได้ง่ายที่สุด
และเธอก็กำลังถูกกลืนหายไปโดยรัศมีของน้อยหน้ากับแอน เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

...


หลัง จากพวกนักเรียนยืนตากแดดเคารพธงชาติ สวดมนต์ และฟัง ผ.อ. โรงเรียนกล่าวให้โอวาทอันแสนจะน่าเบื่อเรียบร้อย ชั่วโมงโฮมรูมคาบแรกก็เริ่มขึ้น

น้อยหน้ากับแอน นั่งโต๊ะคู่กันกลางห้อง สองสาวนั้นไม่ว่าเมื่อไหร่หรือที่ไหน ก็เป็นจุดเด่นที่เพื่อนๆทุกคนจับตา

ส่วนปุยฝ้ายนั้นนั่งโต๊ะหลังสุดริมหน้าต่าง... ที่นั่งข้างๆเธอนั้นว่างเปล่า...

มันเป็นเช่นนี้ตลอดมา และคงจะตลอดไป

...
 
 
เสียงกระดิ่งหมดเวลาเรียนดังขึ้น อาคารเรียนที่เงียบสงบเริ่มมีเสียงจอแจของเหล่าเด็กหญิงที่กำลังเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน บ้างก็กำลังตกลงกันว่าจะแวะไปเที่ยวที่ไหนก่อนกลับ

แต่สำหรับปุยฝ้าย แน่นอน ไม่มีใครมาชวนเธอ เพราะทุกคนต่างรู้ ว่าเธอนั้นน่าเบื่อ ไม่ว่าจะชวนไปไหนหรือทำอะไรก็ชอบทำให้เสียบรรยากาศเสมอ

ปุยฝ้ายเก็บของใส่กระเป๋าช้าๆดังที่ทำทุกวัน เธอไม่จำเป็นต้องรีบเร่ง เพราะไม่มีใครรอเธอ น้อยหน่ากับแอนมีคนขับรถมารับกลับบ้านไปแล้ว

เธอค่อยๆเดินทอดน่องไปตามระเบียงที่แทบจะไม่มีใครแล้ว นอกจากพวกนักเรียนที่มีเวรทำความสะอาด

อีกวัน ในชีวิตเธอ ที่กำลังจะผ่านไป

ธรรมดา จืดชืด น่าเบื่อ เช่นเคย สมเป็นเธอ

มันเป็นแบบนี้ ตลอดมา และคงจะตลอดไป...

...


“ยัยจืด”
เสียงใครซักคนดังมาจากข้างหลังปุยฝ้าย เบาพอๆกับเสียงกระซิบ เธอหันกลับไปมองช้าๆ

นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเธอ ด้วยความเป็นคนจืดชืด เธอโดนเพื่อนแกล้งจนเคยชิน แต่เนื่องจากปฏิกิริยาของเธอน่าเบื่อเกินไป

ซักพักคนที่แกล้งเธอก็จะเบื่อและเลิกไปเอง

“ไม่เบื่อรึไง ทำตัวแบบนั้นทุกวัน”

คนที่เรียกเธอไว้คราวนี้คือนก เด็กหญิงที่ตัวสูงที่สุดในชั้น และเรียกได้ว่าเป็นอันธพาลประจำโรงเรียน

ผมดำยาวที่ควรจะรวบไว้ตามกฎ ปล่อยสยายอย่างไม่กลัวความผิด หูสองข้างเจาะไว้ข้างจะสองรู ทั้งๆที่โรงเรียนไม่อนุญาติ กระโปรงสั้นผิดระเบียบ เสื้อออกนอกกระโปรง

หล่อนคือคนที่ปุยฝ้ายไม่อยากจะมีเรื่องด้วยมากที่สุด

“ชั้นเห็นหล่อนแล้วรำคาญลูกตา” เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ นกจึงว่าต่อ พร้อมเดินเข้ามาประกบตัวปุยฝ้าย

เด็กหญิงร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ สายตาคู่คู่สวยมองหน้าปุยฝ้ายอย่างเอาเรื่อง

ปุยฝ้ายได้แต่เหลือบมองหล่อนอย่างหวาดเกรง

สายตาคู่นั้น ใช่... สวย  เธอเองก็เพิ่งสังเกตว่านกเป็นคนที่จัดว่าสวยมากคนหนึ่ง แต่ยังไงก็ยังน่ากลัวอยู่ดี

“เอ่อ... คือ... ขอโทษนะนก ถ้าเราทำให้เธอไม่พอใจ” ปุยฝ้ายตอบอย่างหวาดๆ สายตาคู่สวยของคนตรงหน้าหรี่เล็กลงเล็กน้อย มองเธอราวกับกำลังประเมินค่า

เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ได้ว่าอะไร เด็กหญิงผมเปียจึงพูดต่อ “คือ... ถ้าเธอไม่ว่าอะไร เราขอตัวก่อนแล้วกันนะ”

นกดูท่าทางจะฉุนมากกับท่าทีของเธอ สีหน้าของหล่อนเปลี่ยนไปทันที หล่อนกำลังรำคาญ

“ไปให้พ้น ยัยรกโลก” ไม่ว่าเปล่า นกเดินเบียดชนเธออย่างจงใจ ทำให้ปุยฝ้ายเสียหลักจนแทบหงายหลัง พอตั้งหลักได้อีกที นกก็เดินหายไปแล้ว

เฮ่อ... เป็นวันซวยอีกวันหนึ่งล่ะมั๊ง...

ปุยฝ้าย เด็กหญิงที่ธรรมดาที่สุด และเธอก็พยายามอย่างที่สุด ที่จะไม่โดดเด่น

การโดนแกล้งก็เป็นอีกสิ่งนึงที่เธอเกลียด แต่ถ้าเธออดทน ซักพักมันก็จะผ่านไป... เหมือนเช่นทุกครั้ง...

เธอเชื่ออย่างงั้น...

...
 
 
ถนนเดิมๆ ทางเท้าเดิมๆ ทิวทัศน์เดิมๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น ปุ้ยฝ้ายเดินมาโรงเรียนอย่างเช่นทุกวัน

สวัสดีอาจารย์เวรเฝ้าประตู เดินเข้าไปในโรงเรียนทางประตูหน้าเหมือนทุกครั้ง ไม่จำเป็นต้องทักทายใครเพราะไม่มีใครสังเกตหรือสนใจเธอ

“สวัสดีจ๊ะฝ้าย”  “อ้าว ไง ฝ้าย” น้อยหน่ากับแอนร้องทักฉันเช่นทุกเช้า รอบตัวหล่อนยังคงรายล้อมไปด้วยเพื่อนๆเช่นทุกวัน

ปุยฝ้ายยิ้มให้สองคนนั้น แล้วเดินล็อกเกอร์หลังห้อง ไขประตูเปิดออกเพื่อเตรียมอุปกรณ์การเรียน

โครม...

เศษขยะไหลทะลักออกมาจากลิ้นชักของเธอ...

ฝีมือนกสินะ...

“ว๊าย ตายแล้ว ฝ้าย” แอนหวีดร้องขึ้น

“ใครแกล้งฝ้ายน่ะ ทุเรศที่สุด” น้อยหน่าตะโกนถามทุกคนในห้อง บรรยากาศสนุกสนานเปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันที

ปุยฝ้ายยืนตัวแข็งอยู่หลังห้อง... หน้าล็อกเกอร์ของเธอ... ทุกคนกำลังจ้องมองมาที่เธอ ทุกคนกำลังสนใจเธอ ทุกคนกำลังสงสัยว่าใครแกล้งเธอ ทุกคนกำลังอยากรู้เรื่องของเธอ

ไม่นะ สถานการณ์แบบนี้ ไม่ชอบเลย...

“ไปมีเรื่องกับใครมาน่ะ” ใครซักคนในห้องกระซิบนินทาเธอ

“ยัยนั่นเนี่ยนะ โดนใครแกล้งล่ะ” อีกเสียงดังมาจากอีกฟากของห้อง

“ยัยปุ้ยฝ้ายโดนใครเล่นล่ะเนี่ย”

และอีกหลายๆเสียงที่ค่อยๆดังขึ้น จนเป็นเสียงกระซิบกระซาบดังระงมทั่งห้อง

ปุ้ยฝ้ายรู้สึกได้ถึงนิ้วมืออันเย็นเฉียบของตัวเอง แหละเม็ดเหงือที่ผุดขึ้นมาหน้าฝาก

เกลียด... เกลียดที่สุด... บรรยากาศแบบนี้...

เกลียดการเป็นเป้าสายตาที่สุด...

ความอดทนได้ขาดผึงลง เธอรู้แต่ว่า เธอต้องหนี หนีออกไปจากสถานการณ์นี้ ก่อนจะรู้ตัว สองเท้าของเธอได้ออกวิ่ง

เด็กหญิงวิ่งหนีออกจากห้องเรียน โดยไม่ได้คำนึงถึงจุดหมายปลายทาง...

...
 
 
ปุยฝ้ายรู้ตัวอีกที ตอนสัญญาณเสียงบอกเวลาเริ่มคาบแรกดังขึ้น

หลังจากที่สติสตังเริ่มกลับมา เจ้าหล่อนก็เริ่มมองไปรอบๆตัว

เธอมาหยุดอยู่ที่ดาดฟ้าของอาคารเรียนมัธยมต้น สถานที่ที่เธอไม่คิดจะมาเด็ดขาดในเวลาปกติ นี่เธอคงจะลืมตัวขนาดวิ่งมาอีกตึกเลยเหรอเนี่ย แต่ในเวลานี้ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่สำคัญกับเธอเท่าไหร่นัก

เมื่อกี้นี้ มันกริ่งคาบแรกใช่รึเปล่า...

ด้วยความที่ปุยฝ้ายไม่เคยโดดเรียนมาก่อน หรือจะพูดให้ถูก เธอไม่เคยคิดจะก้าวหลุดออกนอกกรอบระเบียบของโรงเรียนเลยซักกระเบียดนิ้ว ตอนนี้ เจ้าหล่อนเริ่มลนลานอีกครั้ง

จะทำยังไงดี... เข้าห้องไปตอนนี้ทุกคนต้องมองแน่... แต่ถ้าไม่กลับไป อาจารย์ต้องเรียกไปซักแน่ๆว่าหายไปไหนมา...
ทำยังไงดี... ที่เธอควรจะทำยังไงดี...

เด็กหญิงทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าเธอควรทำยังไง เธอไม่เคยอยู่ในสถานการณ์ที่หลุดออกมาจากวงจรชีวิตปกติของตัวเองมาก่อน...

“เป็นอะไรไปน่ะ ยัยเฉิ่ม” เสียงเย็นๆดังมาจากอีกฝากรั้วเหล็กของดาดฟ้า

“นะ... นก”

“ทำหน้ายังกะเห็นผี” เด็กหญิงตรงหน้ากล่าวด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์เช่นเดียวกับเมื่อวาน ดวงตาคู่สวยมองเธออย่างประเมินค่า

สายตาคู่ที่สวยงาม... แต่น่ากลัว...

ปุยฝ้ายรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงสันหลัง เธอรู้สึกเหมือนถูกมนต์สะกดของคนตรงหน้า... มนต์สะกดของความหวาดกลัว...

“หึ ไม่นึกแฮะว่าคนอย่างหล่อนจะโดดเรียนเป็นกับเค้าด้วย...” เด็กหญิงร่างสูงว่าต่อ สายตาคู่นั้นยังคงมองตรงที่เธอ

ปุยฝ้ายพยายามหลบสายตาของนก เธอกลัว... กลัวบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเหลือเกิน เธอเบนสายตามองไปตามท่อนแขนเรียว และแล้วเด็กหญิงจึงเห็นสิ่งที่อยู่ในมือขวาของนก

มันคือ... บุหรี่...

ด้วยความที่ปุยฝ้ายไม่เคยทำอะไรนอกกรอบกฎระเบียบโรงเรียนมาก่อน เธอจึงตกใจมากกับภาพตรงหน้า บุหรี่เป็นหนึ่งในข้อห้ามร้ายแรงของโรงเรียนจันทราทิพย์ หากโดนจับได้ล่ะก็ อาจจะได้รับโทษถึงพักการเรียนเลยทีเดียว

“เป็นอะไรไปหล่อนน่ะ ทำให้หน้าให้มันดีๆหน่อยสิ” เด็กสาวร่างสูงแผดเสียงตวาด เมื่อสังเกตสีหน้าอึ้งจัดของปุยฝ้าย แล้วจึงมองสายตาของหล่อนไปยังมือของตัวเองที่คีบบุหรี่อยู่

“อ้อ ไอ้นี่ล่ะเหรอ” นกเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าปุยฝ้ายมองอะไร “ไม่เคยเห็นคนสูบบุหรี่รึไง ชั้นโดดเรียนขึ้นมาสูบที่นี่ประจำล่ะ”

“ตะ... แต่... แต่มันผิดกฎโรงเรียนนะ” ปุยฝ้ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และแล้วเธอก็รู้สึกว่าเป็นการกระทำที่โง่มาก เมื่อคนตรงหน้าหันมาทำตาขวางใส่

“เกี่ยวอะไรกับหล่อนมิทราบ” นกตวาดอีกรอบอย่างอารมณ์เสีย ทำเอาปุยฝ้ายสะดุ้งผวา

“ขอโทษ ชั้นขอโทษ” เด็กหญิงผมเปียกลัวบุคคลตรงหน้าจนตัวสั่น สายตาหลุบลงมองพื้น สองมือกอดตัวเองแน่น

เมื่อนกได้เห็นปฏิกิริยาดังนั้น จึงหัวเราะหึหึในลำคอ เป็นคนที่แกล้งแล้วสนุกดีเหมือนกันนี่นา

รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของนก ช่วงนี้หล่อนรู้สึกเบื่อๆอยู่เหมือนกัน มียัยนี่มาให้แกล้งถึงที่ก็ฆ่าเวลาได้ดี

“คิดว่าชั้นจะสนเรื่องบทลงโทษรึไงฮะ ว่าแต่หล่อน โดดเรียนมา ก็ผิดกฎเหมือนกันล่ะ” นกเริ่มพูดแหย่ต่อ “ชั้นสั่งให้ใครซักคนไปแจ้งห้องปกครองดีมั๊ยนะ เอ๊ะ หรือจะบอกอาจารย์ประจำชั้นดีล่ะ”

“อย่านะ” ปุยฝ้ายเถียงขึ้นมาทันทีอย่างลืมตัว ก่อนจะหลุบตาลงอย่างหวาดกลัวอีกครั้ง  “ได้โปรด ขอร้องล่ะ”

“หืม... ไม่ได้เหรอ” ร่างสูงเหยียดยิ้ม พลางเดินก้าวเข้ามาหาปุยฝ้าย “งั้นก็จ่ายค่าปิดปากมาให้ชั้นสิ”

“ค่าปิดปาก!” ปุยฝ้ายพูดออกมาด้วยอาการตกใจเต็มที่ เธอเคยโดนคนแกล้งมาหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่คนพวกนั้นก็จะมาแหย่เธอเล่นๆ พอเห็นท่าทางน่าเบื่อก็จะเลิกไป นี่เป็นครั้งแรก ที่มีคนทำให้เธอรู้สึกกลัวขนาดนี้...

และเป็นครั้งแรก ที่มีคนขู่แบล็กเมล์เธอ...

“ตะ.. ตอนนี้ชั้นไม่มีตังค์หรอก” ปุยฝ้ายตอบ เธอวิ่งออกมาจากห้องเรียนตัวเปล่า ไม่มีอะไรติดมือมาเลยจริงๆ

ร่างสูงยังคงเดินเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ สายตาและเรียวปากเหยียดยิ้ม ปุยฝ้ายรู้สึกกลัวเหลือเกิน เธอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่ก็ทำได้แค่นั้น ไม่สามารถขยับร่างกายได้อีก ราวกับว่าเธอกำลังโดนสายตาคู่สวยคู่นั้นสะกดไว้

“ไม่มีตังค์ งั้นเหรอ” นกเอ่ยขึ้น เมื่อเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ แล้วจึงยิ้มหวานให้ “อืม.. งั้นคงต้องจ่ายเป็นอย่างอื่นล่ะนะ”

ปุยฝ้ายไม่เข้าใจท่าทีของคนตรงหน้า จริงอยู่ที่ใบหน้าฉาบรอยยิ้มของนกสวยมาก แต่เธอรู้สึกอันตรายกำลังจะมาถึงตัวยังไงไม่รู้ สายตากำลังจ้องมองเธอ เหมือนกับเจอของถูกใจอย่างไงอย่างงั้น

ก่อนที่ปุยฝ้ายจะได้ทันคิดอะไรไปมากกว่านั้น คนตรงหน้าก็ลงมือทำสิ่งที่เธอไม่คาดคิด มือซ้ายของนกเชยคางเธอขึ้น พร้อมบรรจงประทับเรียวปากบางลงมาช่วงชิงจูบแรกของเธออย่างรวดเร็ว

ณ วินาทีนั้น ปุยฝ้ายรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกหยุดหมุน นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมนกถึงทำกับเธอแบบนี้

เด็กสาวผลักร่างตรงหน้าออกโดยสัญชาติญาณ ผลักด้วยแรงทั้งหมดที่เธอมี ทำให้เด็กหญิงร่างสูงเสียหลักล้มหงายหลังไม่เป็นท่า สองเท้าของปุยฝ้ายรีบวิ่งโกยหนีอย่างไร้จุดหมายอีกครั้ง

ทิ้งเด็กสาวอีกคนที่กำลังหัวเราะอย่างพอใจไว้เบื้อหลัง

...
 
 
โดนแกล้ง... ทั้งๆที่น่าจะเป็นสิ่งที่เธอชาชินแท้ๆ ด้วยความน่าเบื่อของเธอนั้นทำให้เด็กหญิงคนอื่นๆทั้งแกล้งทั้งเอาเปรียบเธอจนเป็นเรื่องปกติ

และทุกครั้ง เธอมักจะรักษาความสงบเยือกเย็นได้เสมอ เธออดทนได้เสมอจนเรื่องราวต่างๆมันผ่านไปเอง

แต่ครั้งนี้มันแตกต่างกันออกไป นี่เป็นครั้งแรกที่เธอวิ่งหนีออกมาจากห้องทั้งๆที่เป็นคาบเรียน เพราะทนการเป็นเป้าสายตาของทุกคนไม่ได้ เป็นครั้งแรกที่เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไปดี

และเป็นครั้งแรก ที่มีคนกล้าจาบจ้วงทำเรื่องน่าอายแบบนั้นกับเธอ...

เด็กหญิงแอบมานั่งร้องไห้เงียบๆคนเดียวหลังโรงพละ เธอไร้ซึ่งความกล้าที่จะทำอะไรต่อไปทั้งสิ้น

...
 
 
คาบสามที่เป็นวิชาคณิตศาสตร์กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกห้านาที ช่วงนี้เป็นเวลาพักสั้นๆระหว่างคาบ เด็กๆทุกคนจึงจับกลุ่มกันคุยตามประสาเด็กผู้หญิงปกติ

แต่แล้วทุกเสียงในห้องต้องเงียบลง เมื่อเด็กหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาทางประตูหลังห้อง

ปุยฝ้ายเดินเข้ามาช้าๆ ดวงตาทั้งคู่ของหล่อนยังคงแดงก่ำจากการร้องไห้เมื่อครู่ เธอทำเป็นไม่สนใจปฏิกริยาของเพื่อนๆรอบห้อง เดินตรงไปยังโต๊ะของเธออย่างพยามไม่สนใจสายตาใครทั้งนั้น

น้อยหน้าเดินเข้ามาโผเข้ากอดเธอ ยิ่งทำให้เธอเป็นจุดเด่นเข้าไปใหญ่ แต่เธอไม่สนใจอะไรแล้ว ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรเหมือนกัน วันนี้หัวสมองเธอคงรับเรื่องแย่ๆมากเกินไปจนประมวลผลอะไรไม่ไหวแล้วล่ะมั๊ง

“ไม่เป็นไรนะฝ้าย ชั้นบอกอาจารย์แล้วว่าเธอไม่สบายจึงไปห้องพยาบาล ไม่ต้องห่วงอะไรหรอกจ๊ะ” น้อยหน่าปลอบเธอเบาๆอย่างรู้ใจ ถ้าเป็นภาวะปกติ ในหัวของเธอคงจะกังวลเรื่องนี้มากที่สุด แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป เธอไม่รู้สึกอะไรเลย เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมจึงตัดสินใจกลับมาที่ห้องเรียน

อาจจะเพียงแค่ว่า ไม่รู้จะทำอะไรต่อไปจริงๆก็ได้

“ใครก็ตามที่แกล้งฝ้ายน่ะ เลิกทำอะไรทุเรศๆแบบนี้ซะนั้น” แอนพูดขึ้นมากลางความเงียบด้วยเสียงดัง

น้อยหน่ากับแอนเป็นแบบนี้เสมอ คอยห่วงใยทุกๆคนรอบด้าน โดยเฉพาะคนไม่เอาไหนอย่างเธอ เพราะแบบนี้ล่ะมั๊ง ทั้งคู่จึงเป็นจุดสนใจมากกว่าใครเพื่อน

“บอกชั้นได้มั๊ย ว่าใครทำอะไรเธอมา ฝ้าย” คราวนี้แอนพูดเพียงเสียงค่อยๆ พอให้ปุยฝ้ายได้ยินเท่านั้น แต่แล้วน้อยหน่าก็ขัดขึ้นมา

“ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรหรอก ไม่ต้องสนใจอะไร ให้มันผ่านไปเถอะ ใช่มั๊ยฝ้าย” น้ำเสียงใจดีกล่าวปลอบเธอเหมือนทุกครั้ง “แล้วทุกอย่างจะผ่านไปเอง จริงมั๊ย”

เป็นประโยคที่ปุยฝ้ายได้ยินจากน้อยหน่านับครั้งไม่ถ้วน คงเป็นเพราะเพื่อนคนนี้เข้าใจนิสัยเธอมากที่สุด ใช่ แล้วทุกอย่างจะผ่านไปเอง แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา...

...
 
 
เช้าวันใหม่ ปุยฝ้ายเดินทอดน่องมายังโรงเรียนดังเช่นทุกวัน ภาพเดิมๆเพียงผ่านเข้ามาทางสายตาแล้วผ่านไป ไม่ได้รับความสนใจใดๆทั้งสิ้น

เหมือนว่ารอบข้างตัวเธอจะมีสายตาจ้องมองมามากกว่